6 นิสัยการกินอาหาร บั่นทอนสุขภาพ และทำลายระบบภูมิคุ้มกัน

นิสัยการกินอาหาร บั่นทอนสุขภาพ

           นิสัยการกินอาหาร บั่นทอนสุขภาพ เงื่อนไขของการนำไปสู่สุขภาพที่แข็งแรง คือ การมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง เพราะหากภูมิคุ้มกันแข็งแรงย่อมทำให้สุขภาพดีตามไปด้วย แต่การดูแลรักษาระบบภูมิคุ้มกันเป็นสิ่งท้าทายอย่างมากสำหรับมนุษย์ เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าหนึ่งในการส่งเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกัน คือ การรับประทานอาหาร แต่ทราบหรือไม่ว่า 6 นิสัยการกินอาหารดังต่อไปนี้บั่นทอบและทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ความสวยความงาม ของร่างกายให้อ่อนแอ

นิสัยการกินอาหาร บั่นทอนสุขภาพ

นิสัยการกินอาหาร บั่นทอนสุขภาพ 6 ประการทำลายระบบภูมิคุ้มกัน

            การกินเป็นเงื่อนไขสำคัญของการมีสุขภาพที่ดี แน่นอนว่าหากกินอาหารไม่ดีแล้วย่อมทำให้สุขภาพไม่แข็งแรงด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ อาหารการกินที่ดียังช่วยให้ภูมิคุ้มกันแข็งแรง ไม่ป่วยบ่อย อาหารช่วยเสริมให้ผิวพรรณดี แต่หากป่วยบ่อย ๆ ควรพิจารณาปัจจัยของอาหารร่วมด้วยว่าถูกต้องตามหลักโภชนาการหรือไม่ เพราะอาหารไม่ดีก็ย่อมทำลายระบบภูมิคุ้มกันได้เช่นกัน และนิสัยที่ควรหลีกเลี่ยงเพื่อไม่ให้ทำลายระบบภูมิคุ้มกันมีดังนี้

1. ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป

            การดื่มไวน์สักแก้ว หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพียงเล็กน้อย ทำให้ร่างกายผ่อนคลายได้ก็จริง แต่หากดื่มมากเกินไปแม้ในระยะเวลาอันสั้นย่อมส่งผลต่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไปส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เสี่ยงต่อโรคปอดบวม โรคระบบทางเดินหายใจเฉียบพลัน ทำให้ร่างกายติดเชื้อได้ง่าย รวมถึงนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น บาดแผลหายช้า การติดเชื้อ ร่างกายฟื้นตัวช้าลง เป็นต้น ในส่วนของปริมาณที่เหมาะสมสำหรับการดื่มของผู้หญิงมากกว่า 8 ต่อสัปดาห์ถือว่ามากเกินไป ขณะที่ผู้ชาย 15 แก้วขึ้นไปถือว่ามาก ดังนั้น ควรลดการดื่มลงมาเหลือเพียงวันละไม่เกิน 1 แก้วต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 2 แก้วต่อวันสำหรับผู้ชาย เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน

นิสัยการกินอาหาร บั่นทอนสุขภาพ- เกลือและอาหารโซเดียมสูง

2. เกลือและอาหารโซเดียมสูง

            เกลือและอาหารโซเดียมสูงส่งผลให้ภูมิคุ้มกันบกพร่องและเป็นตัวการทำลายระบบภูมิคุ้มกัน
มีการวิจัยพบว่าเมื่อไตขับโซเดียมส่วนเกินจะเกิดเอฟเฟกต์โดมิโนอันจะลดความสามารถของร่างกายในการต่อสู้กับการติดเชื้อแบคทีเรีย และวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมโซเดียม คือ งดอาหารแปรรูปทุกชนิด ตรวจสอบมิลลิกรัมโซเดียมบนฉลากก่อนการบริโภคทุกครั้ง นอกจากนี้ ให้ใช้เกลือแกงเพียงเล็กน้อยในการปรุงอาหาร เนื่องจากเกลือแกงหนึ่งช้อนชามีโซเดียม 2,300 มก. สำหรับปริมาณที่เหมาะสม คือ หนึ่งในสี่ช้อนชาซึ่งจะให้โซเดียม 575 มก. และควรลดการใช้เกลือโรยลงในอาหาร แต่หันมาใช้สมุนไพรหรือเครื่องเทศแทน เท่านี้ก็ไม่เป็นการทำลายระบบภูมิคุ้มกัน

นิสัยการกินอาหาร บั่นทอนสุขภาพ- เกลือและอาหารโซเดียมสูง- บริโภคน้ำตาลมากจนเกินไป

3. บริโภคน้ำตาลมากจนเกินไป

            กินน้ำตาลน้อยดีต่อสุขภาพและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย แต่ไม่ได้หมายความว่าให้งดน้ำตาลทั้งหมด เพียงแต่หลีกเลี่ยงน้ำตาลส่วนเกิน จำกัดปริมาณน้ำตาล เช่น ไม่เกิน 6 ช้อนชาต่อวันสำหรับผู้หญิง และ 9 ช้อนชาสำหรับผู้ชาย เพราะน้ำตาลหนึ่งช้อนชาเท่ากับน้ำตาล 4 กรัม หากมีความเชื่อว่าการรับประทานของหวานจะช่วยคลายเครียด ลองปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์การกินมาเป็นการฝึกสมาธิ ออกกำลังกาย แทนการกินขนมหวาน อาจดีต่อสุขภาพและไม่เป็นการทำลายระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

นิสัยการกินอาหาร บั่นทอนสุขภาพ- กินคาเฟอีนมากเกินไป

4. กินคาเฟอีนมากเกินไป

            ชาและกาแฟ มีสารต้านอนุมูลอิสระเชื่อมโยงกับการมีสุขภาพดี ต้านการอักเสบ ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ แต่หากบริโภคชาและกาแฟ ซึ่งมีคาเฟอีนมากเกินไป อาจรบกวนการนอนหลับ และทำให้ร่างกายอักเสบเพิ่มขึ้น ทำลายระบบภูมิคุ้มกัน ดังนั้นเพื่อลดคาเฟอีนให้ลดการบริโภคกาแฟเติมน้ำตาลและครีมเทียมลง งดการดื่มน้ำอัดลมและเครื่องดื่มชูกำลัง งดการดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มคาเฟอีนสูงอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนนอน เพื่อไม่ให้รบกวนการนอน

นิสัยการกินอาหาร บั่นทอนสุขภาพ- กินอาหารที่มีไฟเบอร์น้อย

5. กินอาหารที่มีไฟเบอร์น้อย

            ไฟเบอร์ดีต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยเรื่องการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ การกินไฟเบอร์และ
พรีไบโอติกสูง ช่วยเรื่องการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ป้องกันการติดเชื้อ และช่วยเรื่องการนอนหลับ ดังนั้น หากไม่ยากทำลายระบบภูมิคุ้มกันให้เพิ่มปริมาณไฟเบอร์ในอาหารด้วยการกินอาหารที่ไม่ผ่านการขัดสีให้มากขึ้น เช่น ผัก ผลไม้ ธัญพืชเต็มเมล็ด ถั่ว ข้าวโอ๊ต ข้าวกล้อง เป็นต้น

นิสัยการกินอาหาร บั่นทอนสุขภาพ- กินอาหารที่มีไฟเบอร์น้อย- กินผักสีเขียวไม่พอ

6. กินผักสีเขียวไม่พอ

ผักสีเขียวมีประโยชน์ต่อภูมิคุ้มกัน ให้สารอาหารหลัก รวมทั้งวิตามิน A และ C โฟเลต เพื่อประโยชน์สูงสุดให้เน้นผักใบเขียวตระกูลกะหล่ำ คะน้า บรอกโคลี อย่างน้อย 3 ถ้วยต่อสัปดาห์ ไม่ว่าจะเป็นแบบดิบหรือแบบสุกล้วนดีต่อสุขภาพอย่างไม่น่าเชื่อ